SET Index ปรับตัวลง สอดคล้องกับตลาดหุ้นทั่วโลก

สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนอยู่ในโหมด Risk off เนื่องจาก
1) ปัจจัยสงครามการค้าที่ยังไม่สิ้นสุด ซึ่งส่งผลต่อภาคการผลิตทั่วโลก
2) ปัจจัย Geopolitical risk ในยุโรป ทั้งประเด็นอิตาลีและ Brexit
3) แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก

อย่างไรก็ดี ที่ระดับ SET Index ปัจจุบัน เราไม่ได้เป็นกังวลมากนัก เนื่องจาก Valuation อยู่ในระดับที่ไม่ตึงตัวแล้ว โดยมีระดับ Forward PE เพียง 13.7 เท่า ต่ำกว่าระดับสมดุลของตลาดที่ 14.0 เท่า ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์แนะนำถือหุ้นต่อไปได้ สำหรับผู้ที่เพิ่มน้ำหนักไปที่บริเวณ 1640 จุด

มองระดับแย่สุด (Worst case) ของดัชนีอยู่ 2 บริเวณเช่นเดิม

กรณีที่ 1:

หากนักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นผู้ขายหุ้นสุทธิอยู่รายเดียว เราใช้วิธีอ้างอิง Earning yield gap นับตั้งแต่ปี 2013 ซึ่งเป็นปีแรกที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มขายหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ (Conservative) พบว่าค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 4.35% ซึ่งหากเทียบกับ Bond yield 10 ปีของสหรัฐฯ 10 ปีปัจจุบันที่ 3.05% จะได้ว่าระดับ Earning yield ของดัชนีที่เหมาะสมจะอยู่ที่ 7.4% หรือเท่ากับ Forward PE ที่ 13.5 เท่า เมื่อนำมาคูณกับประมาณการ EPS ปีหน้าที่ 118 บาท จะได้ระดับดัชนีที่เหมาะสมที่ 1600 จุดโดยประมาณ

กรณีที่ 2:

หากนักลงทุนในประเทศมีการขายหุ้นอย่างมีนัยสำคัญออกมาด้วย เราใช้วิธีอ้างอิงจากระดับค่าเฉลี่ย Forward PE ระยะยาวของ SET นับตั้งแต่ปี 2006 ซึ่งลากผ่านช่วงเวลาวิกฤติ Lehman crisis ด้วย พบว่าจะซื้อขายอยู่ที่ 13 เท่า ซึ่งหากเทียบเคียงกับประมาณการ EPS ปีหน้าที่ล่าสุดอยู่ที่ 118 บาท จะได้ระดับดัชนีที่เหมาะสมที่ 1540 จุดโดยประมาณ แต่ในกรณีนี้เรายังให้ความน่าจะเป็นในระดับต่ำ

 

ยังคงคาดหวังดัชนีจะเริ่มไต่ระดับได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ได้ เนื่องจาก

1) การอ่อนตัวลงมาของ Bond yield สหรัฐฯ จะทำให้แรงจูงใจที่นักลงทุนต่างชาติจะขายหุ้นไทยและโยกเงินไปซื้อพันธบัตรสหรัฐฯมีน้อยลง คาดว่า Fund flow จะเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นตามลำดับในช่วงที่เหลือของปีนี้

2) ราคาน้ำมันดิบที่ลงมาต่ำมากและมีสาเหตุสำคัญพียงเพราะธุรกรรมในตลาดล่วงหน้า ซึ่งไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานแต่อย่างใด โดยเราเชื่อว่าการประชุม OPEC ในวันที่ 6 ธันวาคมนี้ จะมีการส่งสัญญาณการกลับมาลดกำลังการผลิตของกลุ่มอีกครั้ง นำโดยซาอุดิอาระเบีย หลังจากที่ทางกลุ่มมีการเพิ่มการผลิตมา 5 เดือนติดต่อกันแล้ว ประเมินราคาน้ำมันดิบที่ระดับปัจจุบันมี Upside มากกว่า Downside

3) ติดตามการประชุม G20 ในวันที่ 30 พ.ย. - 1 ธ.ค.นี้ ซึ่งถ้าหากสหรัฐฯและจีนมีการพูดคุยกันเชิงลึกเกี่ยวกับประเด็นข้อตกลงการค้าร่วมกัน มองอาจเป็น Sentiment เชิงบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นเกิดใหม่

4) การประชุม FOMC ในวันที่ 18-19 ธันวาคมนี้ ถึงแม้ Fed จะมีการขึ้นดอกเบี้ย แต่เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้ไปแล้ว 70% ในทางกลับกัน หาก Fed มีการลดประมาณการ Dot plots ปีหน้าลงจาก 3 ครั้งเหลือ 2 ครั้ง คาดจะเป็นปัจจัยกดดันเงินดอลลาร์และ Bond yield สหรัฐฯได้ ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่