มุมมอง ดร.วิศิษฐ์ (4-8 มิถุนายน 2561)

มุมมอง ดร.วิศิษฐ์ (4-8 มิย. 2561) #TrinitySecurities

● ตลาดหุ้นไทยในเดือนพฤษภาคมได้มีการปรับฐานลงและอยู่ในภาวะที่ Fund Flow ไหลออก สวนทางกับปัจจัยทางเศรษฐกิจภายในที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น สาเหตุมาจากการที่ Passive Fund ของนักลงทุนต่างประเทศ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนที่มี Benchmark กับ MSCI Index) เลือกที่จะทยอยลดการลงทุนใน SET Index ซึ่งจะมีน้ำหนักการลงทุนลดลงโดยเปรียบเทียบ แต่เพิ่มการลงทุนในประเทศจีนแทน

● แต่มองว่า MSCI Rebalancing ของนักลงทุนต่างประเทศ มีโอกาสที่จะจบรอบแรกที่เดือนพฤษภาคม แต่จะมีอีก 1 Step ที่จะมีการ Review ในเดือนสิงหาคม 2018 แต่ในระยะยาว MSCI China เมื่อรวมกับ A Share แล้วจะเพิ่มจาก 28.5% ใน MSCI EM มาสู่ระดับ 37.2% ในปี ค.ศ. 2023-2024 และหุ้นไทยจะมีน้ำหนักเหลือเพียง 1.95% ในปีค.ศ. 2023-2024 จากปัจจุบันที่ระดับ 2.3% บ่งบอกถึงเม็ดเงินที่ไหลออกของนักลงทุนต่างประเทศที่ต้องปรับ Portfolio ประมาณ 1.9 แสนล้านบาท (ถ้าขนาด Basket ของ MSCI EM ยังคงเท่าเดิมที่ US$ 1.6 ล้านล้าน)

● แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ นักลงทุนต่างประเทศได้ขายตลาดหุ้นไทยประมาณ 130,000 ล้านบาทในปี 2018 และ 25,000 ล้านบาทในปี 2017 ทั้งหมดกว่า 155,000 ล้านบาทใน 2 ปีที่ผ่านมาบ่งบอกถึงการปรับ Portfolio ของนักลงทุนต่างประเทศมาระดับที่มากพอสมควร หรืออีกนัยหนึ่ง การปรับพอร์ตของนักลงทุนต่างประเทศใกล้หมดแล้ว แต่ Passive Fund ของ Sovereign Fund บางประเทศเลือกที่จะปรับพอร์ต ใน Big Cap บางบริษัทแทน

● ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา นักลงทุนต่างประเทศเป็นฝ่ายซื้อตราสารหนี้ระยะยาวจำนวน 246,000 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2017

● มุมมองที่เป็นบวกของเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม คือ

1) การที่ค่าเงิน US$ เตรียมตัวที่จะปรับฐานอีกหนึ่งระลอก เนื่องจากการเมืองที่เริ่มดีขึ้นในประเทศอิตาลีและสเปน (ถึงแม้ว่ายังคงเป็นรัฐบาลที่ยังอ่อนแออยู่) ทำให้ค่าเงิน Euro/US$ จะ Rebound แต่นักลงทุนต้องจับตาดูอันดับ Credit Rating ของ Sovereign debt ว่าจะถูก Downgrade หรือไม่

2) การที่นโยบายธนาคารกลางของประเทศใน EM เริ่มมีการตอบสนองที่ดีขึ้น เช่น การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (เช่น ในประเทศอินโดนีเซีย) นโยบายการคลังทำให้ค่าเงินใน Emerging Market เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น

3) ตัวเลขเศรษฐกิจของไทยในเดือนเมษายน ส่งสัญญาณการฟื้นตัว Private Consumption โต 5.8% ในเดือนเมษายน Private Investment โต 7% Export โต 14.9% Import โต 22.7% ตัวเลขฐานเงินอย่างกว้าง (Broad Money) ซึ่งวัดสภาพคล่องเติบโต 5.3%

● มองว่าการปรับฐานในเดือนพฤษภาคม น่าจะมี Downside ที่จำกัด 1,700-1,720 ไปแล้ว แต่การลงทุนยังคงเป็นการแนะนำในการเชิงตั้งรับ จนกระทั่ง Fed ส่งสัญญาณว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะหยุด

● มองว่า Reward to Risk ratio ของ SET Index รอบนี้จะดีกว่าเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้ นักลงทุนต้องติดตามภาวะการเมืองในยุโรป ตัวเลขการส่งออกของจีนและราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็น Tail Risks

● มองว่าหุ้นในเดือนมิถุนายน จะมีโอกาสที่มี Capital Gain ที่ดีเมื่อเปรียบเทียบกับ เดือน พฤษภาคม เนื่องจาก Valuation ประเภท Earning Yield Gap, P/B, P/E relative มองว่าตลาดหุ้นไทยเริ่มมีความน่าสนใจ มองว่ากลุ่ม Domestic และ Infrastructure จะ Outperform