มุมมอง ดร.วิศิษฐ์ (3-7 กรกฎาคม 2560)

มุมมอง ดร. วิศิษฐ์

  • มุมมองตลาดหุ้นทั่วโลกในไตรมาส3 จะเป็นไตรมาสที่มีความผันผวนสูงมาก มี Volatility ที่สูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับครึ่งปีแรก และมองตลาดหุ้นโลกเป็นภาวะ Sideway ถึง Sideway down และมี Tail Risks ที่สำคัญ การเลือกหุ้นที่ Outperform จะมีความสำคัญมาก
  • ภาวะตลาดหุ้นโลกและตลาดหุ้นไทยจะอยู่ในภาวะ Disinflation เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของประเทศสหรัฐและไทยต่ำกว่าที่คาด หุ้นประเภที่มีโครงสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอคล้ายพันธบัตรจะ Outperform เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า
  • ในสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนต่างประเทศเข้าซื้อพันธบัตรในสัปดาห์ที่ผ่านมาราว 6.7 พันล้านบาท และมีสถานะ Net Buy ทั้งปีอยุ่ที่ 7.0 แสนล้านบาท สิ่งที่ทำให้ตลาดประหลาดใจได้แก่ผลการประชุม ECB ที่มีแนวโน้มจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายและลดการเข้าซื้อพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปีของสหรัฐฯได้ปรับขึ้นจาก 2.125% สู่ระดับ 2.2% และสูงสุดที่ 2.31%
  • ความเสี่ยงของตลาดทุนโลกในไตรมาส3 ที่สำคัญ คือ
  1. การที่กฎหมาย US Tax Reform หรือการปฏิรูปภาษีอาจจะชะลอออกไป (ความน่าจะเป็น 30-35%) ในขณะที่ดัชนีหุ้นของสหรัฐ เช่น Dow Jones และ S&P500 ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น ตอบสนองข่าวดีเรื่อง Tax Reform ล่วงหน้าแล้ว เพราะฉะนั้นโอกาสหุ้นสหรัฐจะปรับฐานมีค่อนข้างสูง และมีโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐจะถูกลดประมาณและการที่ Market Capitalizations ของหุ้นสหรัฐ S&P500 เมื่อหารด้วย GDP ได้ปรับตัวสูงขึ้นมาสู่ระดับ 113.7% เมื่อเปรียบเทียบกับสมัย Tech Bubble ปี 2000 ที่ระดับ 120% บ่งบอกถึงความเสี่ยงที่ตลาดหุ้นสหรัฐอาจถูกทำกำไรอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม Tech เพราะฉะนั้นการประชุมของ Congress ของสหรัฐในการผ่านกฎหมาย Tax Reform จะมีความสำคัญ

  2. การที่ Fed จะประกาศเรื่อง Balance Sheet Normalization ในเดือนกันยายน 2017 หรือการลดขนาดงบดุลของ Fed ที่ระดับ 10,000 ล้านเหรียญต่อเดือนในไตรมาส4ของปีนี้และขยับเป็น 20,000 ล้านเหรียญต่อเดือนใน 1Q18 และ 30,000 ล้านเหรียญต่อเดือนใน 2Q18 และ 40,000 ล้านเหรียญต่อเดือนใน 3Q18 ในที่สุดงบดุลของ Fed จะมาสู่ระดับ 2.5 ล้านๆ เหรียญในปี 2021 จากระดับ 4.5 ล้านๆ เหรียญในปัจจุบัน ผลของการทำ Balance Sheet Normalization คือการที่มี Real Yields ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดทุนไม่ชอบ

  3. การที่จีนจะมีมาตรการเข้มงวดเรื่องสินเชื่อ

  • ในไตรมาส3 ของตลาดหุ้นไทย มีปัจจัยบวก คือ
  1. ภาวะการส่งออกที่ดีขึ้น เป็น Double Digit Growth ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยที่ในกลุ่มสินค้าเกษตร (+17.6%yoy) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (+24%yoy) กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ (+12.5%yoy) กลุ่มน้ำตาล (+46%yoy) การนำเข้าที่ดีขึ้น ทั้งในสินค้าวัตถุดิบ (+22%yoy) และสินค้าทุน (+15%yoy) การส่งออกไปสู่ประเทศจีนดีขึ้น (+28%yoy) ยุโรปดีขึ้น (+13%yoy) Middle East (+11%yoy)
  2. ราคาข้าวปรับตัวดีขึ้น (+14%yoy) และรายได้จากข้าวเป็น 27% ของ Farm Income หรือรายได้ภาคเกษตรกรรม
  3. บริษัทที่มีรายได้เป็นค่าเงิน Baht แต่มีต้นทุนเป็น US$ จะมี Forex Gain เช่น กลุ่ม Utility ต่างๆ
  4. การท่องเที่ยวกลุ่มประเทศยุโรปดีขึ้น จากระดับ 300,000-500,000 คนต่อเดือนมาสู่ระดับ 600,000 -800,000 คนต่อเดือน กลุ่มโรงแรมที่รับนักท่องเที่ยวยุโรปจะมีรายได้เพิ่มขึ้น
  • สำหรับปัจจัยลบของ SET คือ
  1. การที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ทำให้หุ้นพลังงานอาจจะได้ผลกระทบในเชิงลบ ของ Earnings ที่จะประกาศในไตรมาส2 นี้
  2. ภาคการบริโภคภายในเชิง Same Store Sales ยังคงอ่อนแอ
  3. โครงการ EEC ยังไม่สามารถเพิ่มยอดขายของนิคมอุตสาหกรรมในช่วงสั้น
  4. ราคายางที่ยังไม่ฟื้นตัวและกลับทรุดลงอีก
  • นักลงทุนต้องระวังเหตุการณ์ที่นำไปสู่ Tail Risks แนะนำลงทุนในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของการส่งออก กลุ่มที่ใช้น้ำมันดิบเป็นต้นทุน เช่น กลุ่ม Logistic และ กลุ่ม Container กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ภาคการเกษตร กลุ่มโรงพยาบาลอาจจะมีการ Recovery ของ “ราคาหุ้น” หลังจากที่ค่อนข้าง Underperform ในปีนี้ แต่ผลกำไรอาจจะอยู่ในลักษณะทรงตัว