มุมมอง ดร.วิศิษฐ์ (29 ต.ค. – 2 พ.ย. 2561)

📌ตลาดหุ้นทั่วโลกและตลาดหุ้นไทย ปรับตัวลดลงอย่างมากในเดือนตุลาคม เนื่องจากปัจจัยที่เป็นความเสี่ยงประเภท Tail Risks 4 ประการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ถูกเตือนล่วงหน้าไว้แล้ว (อ่านมุมมอง ดร.วิศิษฐ์ 8-12 ต.ค.) คือ Bond Yield ที่อยู่ระดับสูง ราคาน้ำมันที่ผันผวน วิกฤตงบประมาณของอิตาลี และสงครามทางการค้า โดยที่ปัญหาความเสี่ยงต่างๆเหล่านี้มี 2 ปัจจัย เท่านั้นที่มีความสงบลง คือ Bond Yield และราคาน้ำมัน แต่สงครามการค้ายังไม่ถึงจุดสูงสุดของปัญหา

📌สงครามการค้าอาจจะมีทางออกบ้างในวันที่ 26-28 พ.ย. ในการประชุม G-20 ที่ประเทศอาร์เจนตินา จะมีการประชุมหารือระหว่าง ประธานาธิบดีของจีน และสหรัฐในประเด็นดังกล่าว

📌แต่จุดที่เป็นความเสี่ยงสูงสุดของสงครามการค้า คือ การที่ประเทศสหรัฐมีแผนที่จะยกระดับการเพิ่มภาษีบนสินค้าจีน จาก 10% เป็น 5% บนสินค้าจำนวน 2 แสนล้านเหรียญฯ และจะเพิ่มภาษี 10% บนสินค้าจีนอีก 1 ชุด ที่ไม่ซ้ำกันอีก 2.67 แสนล้านเหรียญฯ และอาจจะเพิ่มภาษี 20% บนสินค้ากลุ่มยานยนต์จากทั่วโลก ในปี 2019

📌สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ อาจก่อให้เกิดเงินทุนไหลเข้า Asian และไทย ในรูปแบบ FDI หรือเงินลงทุนทางตรงเพิ่มขึ้น หุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมจะได้ประโยชน์

📌สิ่งต่างๆเหล่านี้ ทำให้ความกลัวเรื่อง Recession หรือเศรษฐกิจถดถอย นำไปสู่ Systematic Risk มาก นักลงทุนมองว่าเป็น Late Cycle ของตลาดหุ้น แต่มองว่าโอกาสที่เกิด Recession ในปี 2019 มีต่ำกว่า 20%

📌มองว่าตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในช่วง Oversold เหมือนปี 2011 (ช่วงก่อนที่ Europe จะมีนโยบายการทำ QE) และปี 2016 (ช่วงวิกฤต China และ Oil Crisis) และการที่ตลาดหุ้น Rebound ได้แรงเหมือนปี 2011 และ 2016 (ผลตอบแทนบวกเกือบ 20%-30% ในระยะเวลา 6 เดือนหลังจากนั้น) ต้องมี catalyst ประเภทการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน

📌การที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงมาถือว่าเป็นจุดสะสมที่ดีอีกครั้งหนึ่ง แต่ยังไม่มีจุด Catalysts หรือปัจจัยบวกที่แรงๆในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า เพราะฉะนั้นการ Rebound ของตลาดหุ้นอาจจะมีจำกัดที่ระดับ 1680-1720 เท่านั้นโดยที่จุดที่เป็น Catalyst ที่สำคัญที่สุดคือ การบรรลุข้อตกลง เรื่องสงครามการค้าในการประชุม 26-28 เดือน พ.ย. และการที่ Fed ไม่ขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 4 ในเดือน ธ.ค. (โอกาสที่ Fed จะไม่ขึ้นดอกเบี้ย 30%)

📌มองว่า Downside รอบนี้จะอยู่แค่ 1580-1600 เพราะฉะนั้นเราอาจเห็นหุ้นแกว่งระหว่าง 1580-1720 ในช่วงที่เหลือของปี 2018

📌มองว่า Rally ของตลาดหุ้นจะเกิดขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงในนโยบายการเงินโลกในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2019หรือต้นไตรมาส2 ปี 2019 จากปัจจัยเรื่อง Election ในไทย (ถือว่ามีน้ำหนักน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับ Flow โลก) เงินทุนไหลออกจากสหรัฐ เนื่องจากการขาดดุลแฝดของสหรัฐ (ขาดดุลงบประมาณและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด) ทำให้ค่าเงิน US$ อ่อนลง Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยช้าลงและน้อยลง ดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับตัวลดลง (Declining Real Interest Rate) และการที่นโยบายการเงินของจีนมีการผ่อนคลายอย่างมาก

📌มุมมอง คือ ตลาดหุ้นไทยอาจจะมีปัจจัยกดดันบ้างในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า แต่เป็นจุดที่ดีในการสะสมอีกครั้งสำหรับการถือครองในระยะ 6 เดือน เพื่อผลตอบแทนที่ดี

📌มองว่าทองเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุน