มุมมอง ดร.วิศิษฐ์ (27 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2560)

  • ในระยะเวลาสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างประเทศซื้อพันธบัตรระยะสั้น จำนวน 33,000 ล้านบาท และ Fund Flow ที่เข้าซื้อตลาดพันธบัตรระยะสั้นของไทยมีจำนวนมากถึง 48,000 ล้านบาทในเดือนพฤศจิกายน และเป็นเม็ดเงินที่ไหลเข้าเป็นจำนวนถึง 3.2 แสนล้านบาทในปี 2017 และถือเป็นอันดับต้นๆ ในรอบหลายปีที่ผ่านมา Flow ที่เข้าซื้อพันธบัตรระยะสั้นสอดคล้องกับ Fund Flow ที่ซื้อตลาดพันธบัตรในอินโดนีเซีย จึงทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในระยะสั้น การแข็งค่าของค่าเงินบาทถูกกำหนดโดย Flow ดังกล่าว
  • ตลาดหุ้นไทยที่ปรับฐานในสัปดาห์ที่ผ่านมากว่า 30 จุด ตามการปรับตัวลงของตลาดหุ้นจีน และถือเป็นการปรับฐานย่อย นำโดยกลุ่มปิโตรเคมีและกลุ่ม Cyclical ที่ถูกขายทำกำไร เนื่องจากความกังวลในตลาดการเงินของจีน
  • ตลาดหุ้นจีนที่นักลงุทนที่มีความกังวลเกี่ยวกับ

1)ภาคการปล่อยกู้ของภาคสถาบันการเงิน หรือ Credit Market

2)การเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทน10 ปีของพันธบัตรรัฐบาลจีนมาสู่ระดับกว่า 4%

3)การเริ่มมีการควบคุมของระเบียบการเงินเพิ่มขึ้น เช่น การเพิ่มอัตราดอกเบี้ย (Rate) ของธนาคารกลางขึ้นในการทำ Open Market Operation การควบคุมเรื่องการออกตราสารประเภท Wealth Management Products (WMPs) เพื่อลดความร้อนแรงของตราสารการบริหารความมั่นคั่งดังกล่าว รวมทั้ง Item ที่อยู่ใน Off Balance Sheet Item

  • นโยบาย Fed มีแนวโน้มมากกว่า 95% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม 2017 และมีโอกาสที่จะเห็นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2018 ซึ่งตลาดอาจจะต้องปรับฐาน เพื่อสะท้อนการขึ้นดอกเบี้ยมาสู่ระดับ 1.75% ในเดือนมีนาคม 2018
  • ในช่วงสั้น ปัจจัยที่กำหนดทิศทางตลาดหุ้นใน EM คือตลาดการเงินในประเทศจีน และให้นักลงทุนติดตามตลาดหุ้นจีนอย่างใกล้ชิดและนโยบายของ Fed
  • แต่เรามองว่า ปัญหาดังกล่าวถือว่าเป็นความกังวลระยะสั้น และถือเป็นโอกาสในการสะสมหุ้นในระยะยาว
  • ในช่วงปลายปี 2017 เราได้เห็นการทำ Lock in ในกำไรหรือ Profit Taking ในหุ้นที่ได้ Outperform ตลอดปี 2017 เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า
  • ในช่วงสั้น กลุ่ม Domestic Consumption จะ Outperform กว่า Cyclical กลุ่มรถยต์ที่ Position ตัวเองสู่ Electric Car จะ Outperform หุ้นในกลุ่มธนาคารที่มีการเพิ่มขึ้นของ ROE จะ Outperform