มุมมอง ดร.วิศิษฐ์ (25-29 มิถุนายน 2561)

  • มองว่าตลาดหุ้นไทยในเดือนกรกฎาคมเป็นจุดที่น่าสนใจในการลงทุนในแง่ปัจจัยพื้นฐาน และมองการฟื้นตัวในลักษณะ V Shape ในระยะเวลา 1-2 เดือนข้างหน้า เนื่องจาก Valuation ของตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจในหลายมิติ ถึงแม้ว่าในเชิงของ Charting และ Sentiment ตลาดหุ้นไทยอาจจะปรับตัวลดลงต่อ
  • มิติที่ 1 Dividend Yield gap (ผลต่างระหว่างผลตอบแทนในรูปแบบปันผลชนิด Forward และอัตราผลตอบแทนพันธบัตไทย 10 ปี) อยู่ที่ 0.82% ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับที่ 5 ในรอบ 10 ปี (ในอดีตที่ผ่านมาช่วงที่สูงเป็นอันดับ 1 ของ Dividend Yield gap คือ ช่วงวิกฤติ Lehman ปลายปี 2008 อันดับ 2 คือ ช่วง China และ Oil Concerns เมษายน ปี 2016 อันดับ 3 คือ ช่วงตุลาคม ปี 2011 คือ ช่วงวิกฤติข่าวลือ และอันดับ 4 คือ ช่วงวิกฤติ EURO ปี 2013)
  • มิติที่ 2 ในแง่ของ Earning Yield gap (ส่วนกลับของ Earning Yield หรือส่วนกลับ P/E Forward – อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย 10 ปี) พบว่าตลาดหุ้นไทยปัจจุบันมี Earning Yield Gap สูงเป็นอันดับ 3 ในรอบ 6ปีที่ผ่านมา ที่ระดับ 4.7% โดยที่อันดับที่ 1 อยู่ที่ 5.5% ช่วงวิกฤติ China และ Oil Concerns และอันดับที่ 2 อยู่ที่ 5.3% ช่วง EURO Crisis การที่ Earning Yield gap สูงขนาดนี้ บ่งบอกถึงความน่าสนใจในการลงทุนในหุ้นเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดพันธบัตรในประเทศ
  • มิติที่ 3 ในแง่ของ Earning Yield gap ของตลาดหุนไทยเมื่อเปรียบเทียบกับพันธบัตรสหรัฐพบว่า ตลาดหุ้นไทยยังมี Earning Yield เมื่อเปรียบเทียบกับ Bond Yield 10 ปีสหรัฐที่ระดับ 4.46% ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยในระดับ 6 ปีที่ผ่านมา บ่งบอกถึง นักลงทุนต่างประเทศอาจขายหุ้นไทยน้อยลง ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนไม่อ่อนลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ในแง่ของ Price/Book Value ตลาดหุ้นไทยมี Forward P/BV ที่ 1.75 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาที่ 1.8 เท่า
  • ในแง่กลยุทธ์การลงทุน ให้เลือกหุ้นที่มีปันผลระหว่างกาลสูง เช่น SCC PTT หุ้นที่มีการ Spin-off ของบริษัทลูก จะทำให้บริษัทแม่มี Upside เพิ่มขึ้น
  • แต่นักลงทุนอาจสามารถรอจุดที่เป็น Turning Point ที่จะเป็น V Shape Recovery ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในระยะเวลา 1-2 เดือนข้างหน้า เนื่องจากเงินที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกถือเงินสดที่ระดับสูงและฟันด์โฟลว์ที่ไหลออกจากตลาด Emerging Market มากเกินไป โดยมี Catalyst ที่สำคัญคือ

1)การที่ธนาคารกลางของประเทศเกิดใหม่หลายประเทศ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อดึงเงินไหลกลับ

2)ค่า Bond Yield 10 ปีสหรัฐไม่เกิน 2.85% หรืออ่อนตัวลงไป 2.6-2.7% (ถึงแม้ว่า Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้น)

3)การที่ค่าเงินของ Emerging Market หลายประเทศต้องมีความเสถียรภาพมากขึ้นกว่านี้ จึงจะทำให้ Fund Flow นิ่ง

  • ในวิกฤติมีโอกาสเสมอครับ