มุมมอง ดร.วิศิษฐ์ (23-27 กรกฎาคม 2561)

  • ตลาดหุ้นไทยยังถือว่าอยู่ในโหมดของ V Shape Rally ในเดือนกรกฎาคม (อ่านมุมมอง ดร.วิศิษฐ์ วันที่ 25 มิถุนายน) ถือเป็น Relief Rally ซึ่งการ Rally สืบเนื่องมาจากผลการดำเนินงานที่ดีในไตรมาส2 ของกลุ่มธนาคาร การที่ Earning Yield Gap ของตลาดหุ้นไทย เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทย (Bond Yield 10 ปี) ยังคงมีความน่าสนใจมากในเชิง Valuation ในขณะที่ Earning Yield Gap ของตลาดหุ้นไทยเมื่อเปรียบเทียบบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ บ่งบอกว่านักลงทุนต่างประเทศ จะขายตลาดหุ้นไทยน้อยลง เนื่องจาก Position ของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยถือว่าเริ่มที่จะ Underweight และขายมากไป (เกือบ 200,000 ล้านบาทในรอบ 7 เดือนที่ผ่านมา)
  • หลังจากการประกาศผลกำไรของกลุ่มธนาคาร เราเห็นการ Recovering Short ของกลุ่มธนาคารจำนวนมาก
  • สิ่งที่เป็นบวกของตลาดหุ้นไทยคือ นักลงทุนต่างประเทศเป็นฝ่าย Net Long ในตลาดอนุพันธ์ถึง 66,326 สัญญาในรอบ 3 อาทิตย์ ซึ่งเป็นการ Long ที่มากที่สุดต่อเดือน เป็นอันดับ 3 ในรอบ 3 ปี แต่สิ่งที่เป็นลบต่อค่าเงินบาทคือ การที่นักลงทุนต่างประเทศเป็นฝ่ายขายพันธบัตรระยะสั้นกว่า 12,000 ล้านบาทใน 3 อาทิตย์ที่ผ่านมา
  • สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกกลัวมากที่สุด ณ ขณะนี้ คือ การทำสงครามการค้าของสหรัฐฯกับประเทศจีนและประเทศอื่นของโลก ซึ่งถือว่าเป็น Tail Risks ที่มากกว่า Quantitative Tightening (QT) และสิ่งที่ไม่แน่นอนอย่างมากคือ การที่ Trade War อาจลุกลามไปสู่ Competitive Devaluation Currency หรือการลดค่าเงินของสกุลตัวเองเพื่อการแข่งขันทางการค้าเพื่อค่าเงิน Yuan ของจีนอ่อนลงสู่ระดับ 6.73 RMB/US$ แต่ DXYO อ่อนลงกว่า 0.3% ใน 1 วัน ถือว่าเป็น Competitive Devaluation ทำให้ตลาด Forex ผันผวน การลดเงินสำรองที่ธนาคารพาณิชย์ของจีน (Required Reserve Ratio) ก็เป็นหนึ่งในมาตรการที่ลดค่าเงิน
  • การที่ประเทศสหรัฐฯ มีแผนการที่จะเพิ่มมาตรการทางภาษีเกี่ยวกับสินค้าของจีนกว่า 500,000 ล้านเหรียญฯ และเพิ่มภาษีรถยนต์จากประเทศต่างๆ ในยุโรป รวมทั้งญี่ปุ่นและเกาหลี รวมทั้ง Mexico จากระดับ 2.5% มาสู่ระดับ 25% ถือว่าเป็น Trade War กับทั่วโลก การส่งออกรถยนต์ของประเทศเยอรมันไปสหรัฐฯถือว่าเป็นเกือบ 0.7%ของ GDP ประเทศเยอรมนี แต่จะเป็น 4-5% ของ GDP ของประเทศ Mexico
  • ยังคงมองว่า Trade War จากสหรัฐฯยังคงเดินหน้าต่อจนกระทั่ง Mid-Term Election ของสหรัฐฯ  ในเดือนพฤศจิกายน หรือจนกระทั่งคะแนนนิยมของ Trump เริ่มตกต่ำ
  • สิ่งที่เป็นบวกเกี่ยวกับตลาดทุนโลกคือ การที่ผลประกอบการของบริษัทในสหรัฐฯมีผลกำไรที่เติบโตขึ้นในระดับ 20%YoY การที่ธนาคารกลางยุโรป(ECB)อาจจะมีมาตรการนโยบายการเงินประเภท Operation Twist หรือการที่นำเม็ดเงินจาก QE ที่หมดอายุมาลงทุนในพันธบัตรอีกครั้งและกระจายตาม Maturity ต่างๆก่อนยุติกระบวนการ QE เหมือน Fed ทำในปี 2013 อาจทำให้ค่าเงิน Euro/US$ แข็งขึ้น และทำให้ค่าเงิน US$ อ่อนลง
  • สิ่งที่บวกของตลาดหุ้นไทยคือ การที่ตัวเลขการส่งออกหรือ External Balance ดี ตัวเลขส่งออกในเดือนมิถุนายนโตกว่า 8.2%YoY การเติบโตมาจากการส่งออกไปที่สหรัฐฯกว่า 6.9% เมื่อเปรียบเทียบ 3.9% ในเดือนพฤษภาคม สาเหตุการที่ Trade War เริ่มมีผลบวกต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Electronic และเหล็ก
  • ในระยะสั้นมองว่าตลาดหุ้นไทย เดือนสิงหาคม ยังคงมี Momentum เป็นบวก และอาจจะไปสู่ระดับ 1,720-1,750 ได้ จาก Earnings ที่จะมีการ Upgrade เพิ่มขึ้นจากนักวิเคราะห์ แต่นักลงทุนควรจะระวังเดือนกันยายน เนื่องจากคาดการณ์ Fund Flow ไหลออกจากเงินปันผลของนักลงทุนต่างประเทศที่มีประมาณ US$1.2 –US$1.4 พันล้านเหรียญฯ (Repatriation)
  • ในระยะกลางมองว่าตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงมีความสุ่มเสี่ยงจากนโยบายของสหรัฐฯ เช่น การเพิ่ม Fed Fund Rate อีก 4 ครั้งใน 18 เดือนข้างหน้า การใช้นโยบาย Trade War และการที่ Fed ยังคงมีนโยบาย Balance Sheet Normalization หรือการลดขนาดงบดุลถือว่าเป็น Headwind หรือลมต้านที่มาจากสหรัฐฯทั้งสิ้น
  • แนะนำ Overweight หุ้น Big Market Capitalization ที่มี P/E ต่ำ และมีเงินปันผลสูง หุ้นขนาดเล็กที่มี M&A Speculative Appeal
  • Stock that have earnings surprise could outperform หรือหุ้นที่มี Surprise ของ Earnings จะให้ผลตอบแทนโดดเด่น