ภารกิจ: “ค้นหาหุ้นดีดกลับ”

Searching for Stocks that Set for a Strong Rebound

โดย คุณณัฐชาต เมฆมาสิน, CFA, FRM

เรามาอัพเดทสถานการณ์ SET Index กันก่อน

7 มิ.ย. 2561 คือวันแรกที่ SET Index เริ่มต้นการปรับฐาน

SET Index เริ่มฟื้นตัวขึ้นในเดือนกรกฎาคมตามคาด โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจาก

1) ปัจจัยแวดล้อมภายนอกที่ผ่อนคลายมากขึ้น และข่าวร้ายที่ตลาดรับรู้ไปพอสมควรแล้ว อาทิเช่น ประเด็นสงครามการค้า

2) ราคาน้ำมันที่ทรงตัวได้อยู่ในระดับสูง

3) แรงซื้อสนับสนุนจากนักลงทุนสถาบันในประเทศ

4) มุมมองของนักลงทุนต่างชาติที่ดีขึ้นต่อค่าเงินบาท สะท้อนจากแรงขายในตราสารหนี้ระยะสั้นที่ชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด

5) Valuation ของตลาดหุ้นไทยที่อยู่ในระดับที่น่าสนใจในทุกมิติ

6) ความผันผวนของตลาดที่ลดลง เนื่องจากสถานะคงค้างของธุรกรรม Block trade ได้ถูกปิดลงมาอย่างมีนัยสำคัญ

ในกรณีฐาน เรายังคงยืนยันเป้าหมายดัชนีในเดือนกรกฎาคมนี้ที่ 1650 จุด

ส่วนในกรณีดีสุด

หากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่กำลังจะทยอยประกาศมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ก็มีโอกาสที่ดัชนีจะขึ้นไปทดสอบแถวบริเวณ 1700 จุดได้เช่นกัน

ดังนั้น ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน

เรายังคงแนะนำให้นักลงทุนถือหุ้น Blue chip ขนาดใหญ่ต่อไปจนกว่า SET Index จะปรับขึ้นไปถึงบริเวณ 1650 จุด ซึ่งนักลงทุนระยะสั้นอาจใช้เป็นจังหวะในการขายทำกำไรส่วนหนึ่ง ส่วนนักลงทุนระยะกลาง-ยาว อาจเลือกถือหุ้นต่อไปได้

เนื่องด้วยระดับ Forward PE ปัจจุบันนั้นยังคงอยู่พียงแค่ 13.6 เท่า ต่ำกว่าระดับ 14.1 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่เราย้ำมาตลอดว่าเป็นบริเวณการซื้อขายที่ตลาดหุ้นไทยมักมีเสถียรภาพมากที่สุด

จากการที่เราประเมินว่า SET Index มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นไปถึงบริเวณ 1650 จุดเป็นอย่างน้อย และ 1700 จุดในกรณีดีสุด

เราจึงได้วิเคราะห์และคัดกรองหุ้นที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าตลาดในรอบนี้ ซึ่งเราประเมินว่าจะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ใน SET50 เป็นสำคัญ เนื่องจากราคาหุ้นกลุ่มนี้มีการปรับฐานลงมามาก ไม่สอดคล้องกับประมาณการกำไรที่ถูกปรับลดทอนเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น โดยในมุมมองของเรา หุ้นขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะปรับตัวได้ดีกว่าตลาดในช่วงขาขึ้น จะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

1.เป็นหุ้นที่ถูกกดดันลงมามากจากแรงขายเชิงจิตวิทยา และการถูกปิดสถานะต่างๆ

2. เป็นหุ้นที่มีการปรับฐานรอบนี้แรงกว่าตลาด และเป็นหุ้นที่มีค่า Beta ในระดับสูง

3. เป็นหุ้นที่มี Valuation อยู่ในระดับที่น่าสนใจแล้ว

4. เป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ เช่น กำไรที่ถูกปรับขึ้น และมีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล

กล่าวโดยสรุป คุณสมบัติที่เราใช้ในการคัดเลือกหุ้นขนาดใหญ่ใน SET50 มีดังต่อไปนี้

1. เป็นหุ้นที่ถูกปิดสถานะใน Single Stock Futures ลงมาอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันแรกของการปรับฐานในรอบนี้

2. เป็นหุ้นที่ถูก Short sales ในระดับ 3% ขึ้นไปของปริมาณซื้อขายในกระดานหลัก นับตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายนเป็นต้นมา

3. เป็นหุ้นที่มีการปรับฐานลงมามากกว่าตลาดหรือมากกว่า 6.6% นับตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน

4. เป็นหุ้นที่มีค่า Beta มากกว่า 1

5. เป็นหุ้นที่มี Forward PBV ปัจจุบันต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว

6. เป็นหุ้นที่มี Forward PE ปัจจุบันต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว

7. เป็นหุ้นที่ถูกปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

8. เป็นหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในระดับ 1.5% ขึ้นไป

จากการคำนวณของเรา พบว่าไม่มีหุ้นใดผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 8 คุณสมบัติ

จะมีมากที่สุดก็คือ 7 คุณสมบัติ ได้แก่ IVL และ PTTGC ส่วนหุ้นที่ผ่านเกณฑ์ 6 คุณสมบัติรองลงมา ได้แก่ BANPU, BEAUTY, SCB, TRUE

ส่วนหุ้นที่ผ่านเกณฑ์ 5 คุณสมบัติ ได้แก่ BPP, CBG, DTAC, EA, MTC, PTT, PTTEP, ROBINS, SCC, SPRC, TMB, TOP, TU

ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนอาจใช้ข้อมูลดังกล่าวประเมินควบคู่ไปกับปัจจัยพื้นฐานของแต่ละบริษัท ก่อนที่จะเข้าซื้อหุ้นที่คาดหวังว่าจะมีการปรับตัวขึ้นดีกว่าตลาดในรอบนี้

ทั้งนี้จากรายชื่อข้างต้น หากนับเฉพาะหุ้นที่อยู่ใน Coverage ของเราและยังเป็นหุ้นที่มี Upside จากราคาเป้าหมาย จะมีดังต่อไปนี้