คอร์รัปชั่นเรื้อรัง ฉุดรั้งศักยภาพไทย

ประเด็นร้อนแรงในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา

เมื่อ วันที่ 31 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา Washington Post ได้นำเสนอบทความที่น่าสนใจเรื่อง “รัฐประหารมีโอกาสเกิดขึ้นที่ไหนมาที่สุดในปี 2017 และประเทศไทยก็รั้งอันดับที่ 2 รองจากประเทศ Burundi (Burundi เป็นประเทศในโซนตะวันออกของแอฟริกา ที่มีชายแดนล้อมรอบด้วยประเทศ Rwanda, Tanzania, และ Congo) ซึ่งเป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจ และทางทีมโฆษกของ คสช.เองก็โต้แย้งว่า การทำรัฐประหารไม่สามารถคำนวนได้จริงจากการใช้สถิติตัวเลข เพราะบทความนี้เรียกได้ว่าเป็นสีสันที่เข้ามาให้ถกเถียงกันในช่วงที่ประเทศ ไทยกำลังมีการ Reform ในหลายๆ เรื่องจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน

นโยบาย ของรัฐบาลมีความสำคัญอย่างมากต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ประเทศไทยเองประสบปัญหาความไม่ต่อเนื่องของนโยบายจากภาครัฐฯ มาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เกิดการรัฐประหารหลายครั้ง เมื่อแต่ละรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ นโยบายหลักที่ให้ความสำคัญก็แตกต่างกันจึงทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัว ตามนโยบายที่ไม่ต่อเนื่อง ปรับตัวตามกฎหมายที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง

สำหรับ เรื่องล่าสุดเกี่ยวข้องกับบรรทัดฐานจากภาครัฐฯกับเอกชน คือประเด็นเรื่อง ศาลปกครองสูงสูดได้มีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง เพื่อให้ยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ ส.ป.ก.(สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) แก่บริษัทที่เข้ามาติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าของบริษัทเอกชน เพราะข้อกำหนดเดิมที่กำหนดไว้มีไม่เพียงพอและทำให้เกษตรกรในพื้นที่เสีย ประโยชน์จากการใช้ที่ดิน สิ่งนี้จึงเป็นที่มาของปัญหาในเชิงของบรรทัดฐานในอดีตที่หละหลวมและวางไว้ ไม่ครอบคลุมสำหรับบริษัทเอกชนจึงทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้นมา

ผล กระทบของความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนรัฐบาล ความไม่ครอบคลุมของบรรทัดฐานที่วางไว้โดยรัฐบาลจึงทำให้เศรษฐกิจไทยโดยรวม เกิดความสูญเสียของทรัพยากรที่ได้ลงทุนลงทรัพยากรไปแล้วและเกิดการเปลี่ยน แปลงทางนโยบาย และกฏหมายจึงทำให้ศักยภาพการแข่งขันของธุกิจไทยสู้กับประเทศเพื่อนบ้านที่มี ความมั่นคงทางการเมืองกว่าไม่ได้

นอก จากนี้ปัญหาของการ Corruptionในแต่ละภาคส่วนของเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเองหรือว่าเอกชนล้วน ทำให้ต้นทุนการทำธุรกิจในประเทศไทยสูงกว่าปกติ โดยล่าสุดประเทศไทยเองก็ตกลำดับในด้าน Corruption ลงไปยังลำดับที่แย่ลงเป็นอย่างมาก จากอันดับที่ 76 ในปี 2558 มาเป็นอันดับที่ 101 ในปี 2559 สิ่งนี้แสดงถึงการหยั่งรากลึกของการ Corruption ในสังคมไทยที่แม้กระทั่งรัฐบาลชุดปัจจุบันก็ไม่สามารถทำให้เกิดความโปร่งใส เท่าเทียมได้

มุมมองด้านการลงทุน

ส่วน ในด้านเกี่ยวกับการลงทุนในรายอุตสาหกรรมต่างๆ รายได้และกำไรของภาคธุรกิจจึงผันผวนไปตามกฏหมายข้อบังคับที่มีอยู่และมี โอกาสเปลี่ยนแปลง อุตสาหกรรมอย่างเช่น พลังงานทางเลือกโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับพลังงานลมที่ยังไม่มีความชัดเจน ตั้งแต่ในช่วงนี้เป็นต้นไปจึงควรหลีกเลี่ยงจนกว่าจะมีความชัดเจนของบรรทัด ฐานข้อกำหนดออกมา และน่าสนใจลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการกินการใช้ การจับจ่ายใช้สอยของผู้คนในประเทศที่มีผลกระทบน้อยกว่าจากการเปลี่ยนแปลงของ กฎหมายจากภาครัฐ


ใน มุมมองของนักลงทุนในช่วงนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่าปรับตัวดีขึ้นเป็นอย่างมาก โดยดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศอีก 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 17% ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา บ่งบอกว่าความรู้สึกของคนในประเทศเป็นบวกมากขึ้นต่อเศรษฐกิจ แต่ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติกับมองเฉยๆ จึงทำให้สะท้อนภาพว่าในช่วงต่อไปประเทศไทยอาจมีผลกระทบเชิงลบจากการตัดสินใจ เข้ามาลงทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมจากนักลงทุนต่างประเทศ เพราะฉะนั้นธุรกิจที่ต้องอาศัยการพึ่งพิงภาครัฐและมีข้อจำกัดเกี่ยวกับ เรื่องกฎหมายจึงมีความเสี่ยงที่ประเมินได้ยาก